Keep on walking along our route [Misawa] EP.I
Title : Keep on walking along our route
Pairing : Miyuki kazuya x Sawamura Eijun
Genre & Tags : Comedy, College, Dorm life, Yaoi, Ramance,
Misawa
***********************************************
ชีวิตหนึ่งปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของมิยูกิไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแตกต่างอะไรนัก
ค่อนข้างจะวนเวียนเป็นวัฏจักร มีเรียน
และเข้าคลับเบสบอลสลับกันไป ด้วยความที่เขายังเป็นเพียงแค่นักศึกษาปีหนึ่ง
มันจึงค่อนข้างยากที่จะรับมือกับพิชเชอร์ที่อายุมากกว่า เพราะความคิดความอ่านของเด็กที่ผ่านเลยชีวิตมัธยมปลายมาแล้วนั้นมันทำให้..
จะเรียกว่ายังไงดี?
เรียกว่าทำให้มีทั้งความคิดที่เป็นตัวเอง
แล้วก็ทิฐิสูงล่ะมั้ง
ความต่างอีกอย่างคือ
เขามีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น และไม่มีคนมาคอยดูแลเรื่องอาหาร
บังคับให้กินข้าวสามชามต่อมื้อเหมือนตอนที่อยู่เซย์โด แต่ใช้เวลาเพียงไม่นาน
เขาก็สามารถกลมกลืนไปกับเด็กมหาวิทยาลัยทั่วไปได้โดยไม่ยากนัก
ชีวิตอันอยู่ตัว
ลูปแห่งการเรียนและกิจกรรมดำเนินอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่งมีเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง..
โทรศัพท์ของเขาดังตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ขึ้น
มิยูกิสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดเพื่อคลายอาการง่วงงุนงง
เขาหันไปมองรูมเมทที่นอนอยู่บนเตียงด้านบน เกรงใจว่าจะทำให้เพื่อนร่วมห้องตื่น
การถูกปลุกตั้งแต่ไก่โห่ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์นักหรอก
“สวัสดีครับ”
“คาสึยะคุง ตอนนี้เธออยู่ไหน”
เสียงที่นานๆทีจะได้ยินทำให้เขาชะงัก
ความมึนงงเพราะเพิ่งตื่นในตอนแรกค่อยๆจางหายไป คนที่โทรมาเป็นเสียงของคุณลุงที่ทำงานอยู่ที่โรงกลึงของพ่อเขา
ซึ่งถ้าหากไม่มีธุระรีบเร่งอะไรสักอย่าง คงไม่โทรมากะทันหันแบบนี้
“ตอนนี้ผมอยู่หอครับ”
“เธอพอจะกลับบ้านตอนนี้ได้หรือเปล่า?”
คนในโทรศัพท์ถามด้วยเสียงร้อนรน
“ครับ?” มิยูกิทวน มือข้างที่ถือโทรศัพท์อยู่เริ่มเย็นชื้น
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”
“โทกุซัง..”
น้ำเสียงของผู้อยู่ปลายสายทำเอามิยูกิรู้สึกว่าตัวเองลืมหายใจไปชั่วขณะ
เขาใช้เวลาสักพักกว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ
เขาเค้นถามออกไปอย่างเร่งรีบ “พ่อเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
เขาได้ยินเสียงเซ็งแซ่และเสียงประชาสัมพันธ์ในโรงพยาบาลผสมกัน คนปลายสายละจากบนสนทนาชั่วครู่หันไปคุยกับคนที่คาดว่าจะเป็นนางพยาบาล เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเวลาไม่กี่วินาทีที่เขาใช้รอคำตอบมันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน
อึดใจต่อมา
เสียงทางปลายสายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“โทกุซัง
ตกบันได”
มิยูกิเปิดประตูห้องผู้ป่วยเดี่ยว
แล้วยืนหลีกเพื่อเปิดทางให้บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นที่ผู้ป่วยนั่งอยู่เดินเข้าไปได้สะดวก
จากนั้นไม่นานเขาตรงเข้าไปช่วยประคองพ่อของตนให้ขยับขึ้นไปนอนบนเตียง บุรุษพยาบาลแจ้งข้อปฏิบัติระหว่างการบรรเทาอาการให้เขา
สักพักก็ขอตัวลากลับไปทำงาน
เขาหันไปมองผู้เป็นพ่อในชุดผู้ป่วยที่กำลังถอดแว่นวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงในสภาพขาหักใส่เฝือก มิยูกิบอกได้เลยว่าเมื่อเช้าตัวเองรู้สึกใจหวิวจนน่ากลัว สาเหตุทั้งหมดมาจากที่คนเป็นพ่อยกของหนักลงบันไดจนก้าวพลาดตกลงมาทั้งอย่างนั้น โชคดีที่ส่วนอื่นๆนอกจากขานั้นไม่ได้รับบาดเจ็บ
เขายืนกอดอกเงียบอยู่นาน และเป็นพ่อเขาเองที่เริ่มพูดก่อน
“ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?”
มิยูกิ
โทกุจ้องมองลูกชายตัวเองที่ยืนกอดอกไม่ยอมนั่ง
แถมเบ้ปากนิดๆผิดนิสัยปกติของเจ้าตัวที่ทำหน้ามีอารมณ์ขันตลอดเวลา
“วันหลังถ้าของมันหนักนักก็ให้ใครช่วยยกก็ได้นะครับ”
เขาเริ่มสรรหาประโยคแรกที่จะพูดได้
ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พ่อเขาไม่ได้ตอบ แต่หางตาที่ชี้ขึ้นเล็กน้อยนั้นพอจะบอกได้ว่าอยู่ในอารมณ์ที่ค่อนข้างดี
อารมณ์ดีทั้งๆที่เพิ่งไปตกบันไดมา
แถมขาหักหนึ่งข้าง
เยี่ยม
“วันนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ?
มาหาพ่อเดี๋ยวก็ไปไม่ทัน”
“ไม่ทันแล้วล่ะครับ
คลาสกับซ้อมบ่ายวันนี้ผมคงไม่เข้า” มิยูกิเปิดโทรศัพท์ฝาพับขึ้นดูเวลา
ตอนนี้สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว มหาวิทยาลัยกับบ้านเกิดของเขาอยู่ห่างกันมาก
ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่าด้วยรถไฟฟ้า ถ้ากลับไปคงเลยคลาสไปแล้ว
แถมพ่อนอนอยู่โรงพยาบาลแบบนี้ด้วย
“เปิดทีวีซิ”
เขาพยักหน้า
ก่อนจะหยิบรีโมทขึ้นมากดปุ่มเปิด เสียงรายการสารคดีสัตว์โลกดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับภาพบรรยายวิถีชีวิตหมีขาวขั้วโลก
พ่อของเขาพูดขึ้นมาในขณะที่เขากำลังจะกดเปลี่ยนช่อง
“ที่ชมรมเป็นยังไงบ้าง?”
“ก็ดีครับ เดือนหน้าก็จะมีซ้อมแข่ง” มิยูกิเริ่มเท้าคางกับเตียง
พลางหันมามองพ่อของตน
นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่เห็นพ่อถอดแว่นนอนสบายๆแบบนี้
(ถึงจะเพราะขาหักก็เถอะ) ผิวหนังของอีกคนตอนนี้บ่งบอกการย่างเข้าถึงวัยกลางคน คล้ำและย่นหยาบ
มือค่อนข้างด้านเพราะการผ่านความร้อนและการทำงานในโรงกลึง
“ผมว่าผมน่าจะกลับมาที่บ้านอาทิตย์ละครั้ง”
พ่อฉวยรีโมทในมือเขาไปเปลี่ยนช่อง “ไม่ต้องก็ได้
สนุกกับชมรมไปเถอะ กลับมาก็อยู่ได้แค่ไม่ถึงวัน”
มิยูกิเงียบไป
ไม่รู้สิ ก็จริงอย่างที่พ่อพูด
แต่เจอหน้าพ่อรอบนี้มันทำให้เขาสังเกตอะไรได้หลายๆอย่าง คนบนเตียงดูสดชื่นถึงแม้จะขาหักจนต้องเข้าโรงพยาบาล
เขาอยู่กับพ่อมานานจนพอจะรับรู้ได้ว่าพ่อดีใจที่เขากลับมาบ้าน
และพ่อมักจะรู้วันที่เขาจะกลับมาถึงบ้านได้ในทุกๆครั้ง
“ผมย้ายหอดีไหม?”
คราวนี้อีกฝ่ายหันมามองเขาแล้วส่งสายตาไม่เข้าใจ
“ถ้าผมหาหอที่อยู่ระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัยได้
มันก็น่าจะกลับบ้านง่ายขึ้น” มิยูกิยักไหล่พูดอย่างง่ายๆ “เพียงแต่แค่ต้องตื่นเช้าเพิ่มอีกหน่อยให้เข้าคลาสทัน”
เขาไม่ได้บอกเหตุผลที่ว่าทำไมจู่ๆถึงอยากกลับบ้านสัปดาห์ละครั้งขึ้นมาให้พ่อรู้
แต่อีกฝ่ายคงจะเดาออกว่าเหตุการณ์ตกบันไดในครั้งนี้ทำให้เขาชักจะไม่ไว้ใจที่ให้พ่ออยู่บ้านคนเดียว
ถึงจะเคยปล่อยให้อยู่คนเดียวตั้งสามปีในช่วงมัธยมปลายก็เถอะ
แต่คนเราอายุมากขึ้นทุกวันๆแบบนี้
อะไรหลายๆอย่างมันก็น่าจะต้องระวังไว้ล่ะนะ
“พูดง่ายนะ” คราวนี้พ่อเขาออกความเห็น “จะลำบากเพิ่มทำไม”
“หรือจะให้ผมกลับมาอยู่บ้านเลย” มิยูกิยกอะไรที่หนักกว่าเก่าขึ้นมาพูด
เขารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่นี่เป็นวิธีรวบรัดตัดตอนในฉบับของเขา “แล้วขึ้นรถไฟฟ้าต่อรถประจำทางไปเรียนทุกวันดีครับ?”
“ตอนเรียนประถมอาจารย์เคยสอนให้ทำรายรับรายจ่ายบ้างไหม”
คนเป็นพ่อสวนขึ้นมาทันควัน
คราวนี้มิยูกิหัวเราะร่วนโดยทันที
“ให้ผมลองหาอพาร์ทเม้นดูก่อนเถอะ
แล้วยังไงค่อยว่ากันทีหลัง”
“อ่า.. ถ้าจะย้ายจริงๆ”
มิยูกิเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าพ่อของตนที่กำลังครุ่นคิด
แล้วประโยคต่อมาก็ทำเอาเขาไม่เชื่อหูตัวเอง
“ถ้าจะย้ายมาอยู่อพาร์ทเม้นท์ล่ะก็..
หารถไปขับเอาไหม?”
สองเดือนหลังจากที่พ่อเขาออกจากโรงพยาบาล
เขาก็หาอพาร์ทเม้นท์ได้ในเขตโคกุบุนจิ การย้ายออกไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสนัก
เพราะมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่หนึ่งใบเท่านั้น แต่เขายังคงอยู่หอเดิมในช่วงที่ยังติดปัญหาเรื่องการเดินทาง
ซึ่งเรื่องนั้นพ่อเขาบอกจะจัดการเรื่องรถให้เอง
จัดการให้เอง?
มิยูกิคิดในขณะที่มุ่งหน้าเดินทางกลับบ้านช่วงวันหยุดประชาชาติ
พ่อหมายถึงจะซื้อรถให้เขางั้นเหรอ?
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะเชื่อหรืออะไรหรอก
แต่เขาแค่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีรถในช่วงอายุยังไม่เลยยี่สิบเท่านั้นเอง มันจะมีปัญหาหนักเรื่องการทำใบขับขี่กับเรื่องกฎหมายการซื้อรถ
แถมต้องเปลืองค่าใช้จ่ายนานา
ทว่าพอเขายืนกรานเรื่องหอ
พ่อก็ยืนกรานเรื่องรถเหมือนกัน เขาเลยทำได้แค่สงสัยมาตลอดจนถึงตอนนี้
แต่ความสงสัยของเขาจะถูกคลายออกในไม่กี่อึดใจนี้
มิยูกิรีบสาวเท้าเดินไปยังโรงกลึงทันทีที่เดินเลี้ยวพ้นหัวมุมใกล้บ้านตน
มิยูกิรีบสาวเท้าเดินไปยังโรงกลึงทันทีที่เดินเลี้ยวพ้นหัวมุมใกล้บ้านตน
และเขาก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ
“เดี๋ยวก่อนนะ..”
มิยูกิกลืนน้ำลายในขณะที่มองอะไรบางอย่างที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าโรงกลึง
พร้อมกับพ่อของเขาในชุดหมีของโรงกลึงที่เดินออกมาหาเขาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อน
มันคือบิ๊กไบค์สีแดงเจิดจ้าที่ถูกลงน้ำมันจนเงาวับ…
“พ่อ..”
เขาหันไปมองอย่างต้องการคำอธิบาย
สิ่งที่เขาต้องการได้ยินคืออะไรแบบ ‘อ๋อ
นั่นของเพื่อนพ่อเอง เขามาขอยืมที่จอดรถ’ หรือไม่ก็ ‘พอดีบ้านเรามีแขก
เขาแค่แวะมาคุยน่ะ’
แต่เหมือนว่าสิ่งที่เขาหวังจะถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดี
“มือสอง คาวาxxกิปีหนึ่งสาม
สภาพยังดี ใช้งานไม่กี่ครั้ง แถมเปลี่ยนอะไหล่แล้วด้วย” พ่อของเขาพูดทั้งๆที่ยังตรวจเช็ครายการจำนวนของในโรงกลึงไปด้วย
“ส่วนเรื่องหัดขับ—"
“ขายคืนไปตอนนี้ทันไหมครับ”
มิยูกิประคองเสียงตัวเองให้นิ่ง
ทั้งๆที่ในใจมันอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมดแล้ว “พ่อจะให้ผมขี่บิ๊กไบค์ไปมหาวิทยาลัยเหรอครับ ถ้างั้นให้ผมกลับไปใช้รถไฟฟ้าไม่ดีกว่า—"
“นี่เป็นของคนรู้จักของพ่อ”
พ่อเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา
“รุ่นนี้หาราคาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ”
มิยูกิยืนทื่อกุมขมับ ก็อยากจะบอกอยู่หรอกว่าสมเป็นเจ้าของโรงกลึง พวกงานช่างงานเหล็กและของมือสองคงจะหาได้ง่ายถ้าอาศัยคนรู้จัก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น..
ตอนนี้พ่อของเขาค่อนข้างมีอายุ และโตมาในสมัยนิยมไอ้หนุ่มโตเกียวทำทรงผมเซ็ตแหลมโด่เด่ไว้ยาวปิดหน้าปิดตาขี่บิ๊กไบค์มอเตอร์ไซต์ป่วนเมือง
พ่วงสาวเอวบางขี่ซ้อนให้ดูโก้
และหลังจากนี้อีกไม่นาน..
มิยูกิ คาซึยะ
กำลังจะกลายเป็นไอ้หนุ่มโตเกียวที่ขี่บิ๊กไบค์ไปมหาวิทยาลัย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น